แรงบันดาลใจ

 

เคยสังเกตมั้ย? ว่าอะไรที่มักทำลายความตั้งใจของคุณ

เคยสังเกตมั้ย? ว่าอะไรที่มักทำลายความตั้งใจของคุณ

ความตั้งใจ เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็มีกันทั้งนั้นครับ มันไม่ใช่อะไรที่สร้างยากสร้างเย็นเลย แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ถูกทำลายลงได้ง่ายมาก หลายคนเคยมีความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆมากมาย อยากอ่านหนังสือ อยากขยัน และอื่นๆอีกมาก แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการไม่ได้ทำอะไรเหล่านั้นเลยเพราะความตั้งใจที่เคยมีมันหายไปหมดแล้วนั่นเอง       มันน่าเสียดายนะครับ ที่ความตั้งใจดีๆต้องมาจางหายไป หลายสิ่งที่ควรจะทำเพื่ออนาคตของตัวเองจึงพลอยหายไปด้วย ทั้งที่ความจริงแล้วทุกอย่างล้วนมีทางแก้ไข ความตั้งใจมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครอื่นเลยครับ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองทั้งนั้น ว่าจะใจแข็งพอที่จะทำตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่หรือว่าจะล้มเลิกไปซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยข้ออ้างต่างนานาของตัวเอง         “ใช่ครับ! ผมใช้คำว่า “ข้ออ้าง” เพราะหลายคนมักจะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองไปโดยหาเหตุผลดีๆมาให้กับตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็น “ช่วงนี้งานยุ่งมาก จะมีเวลาไปอ่านหนังสือได้ไง” หรือ “เรียนในมหาลัยฯจบก็พอแล้วไม่จำเป็นต้องหาความรู้เพิ่มหรอก” และอื่นๆอีกมากมายที่คุณหามาอ้างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้วถ้าคุณลองหยุดหาข้ออ้างให้ตัวเองดูซักนิด บางทีความตั้งใจของคุณอาจจะสำเร็จไปแล้วก็ได้”       ผมเข้าใจครับว่าใจของเราเองคือสิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุด ถ้าอย่างนั้นเราก็ลองค่อยๆควบคุม ค่อยปรับทีละนิดสิครับ เช่น ถ้าตั้งใจว่าจะต้องฝึกทักษะภาษาให้ดีกว่านี้ แต่ก็มีข้ออ้างเต็มไปหมดว่าไม่มีเวลา ถ้าอย่างงั้นก็เริ่มต้นด้วยการแบ่งเวลาให้ตัวเองดูซักนิดสิครับ เริ่มจากวันละ 15 นาทีก็พอ แค่คุณทานข้าวยังนานกว่านี้เลย แล้วคุณจะอ่านหนังสือหรือท่องศัพท์ยังไงก็ได้ตามสไตน์ของคุณ นานวันก็ค่อยขยับเพิ่มเป็น 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงก็ค่อยว่ากัน [...]
เริ่มขอโทษอย่างเหนือชั้น เพื่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

เริ่มขอโทษอย่างเหนือชั้น เพื่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

เวลาที่เราทะเลาะกับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ แฟน หรือเพื่อนนั้น ทุกคนต่างรู้ดีครับว่า “คำขอโทษ” เป็นคำที่มีอานุภาพในการลดความรุนแรงของสถานการณ์ และเปิดโอกาสให้ปรับความเข้าใจกันได้ดีที่สุด แต่รู้ไหมครับว่ามีไม่กี่คนหรอกครับที่จะเริ่มพูดคำๆนี้ก่อน เพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะรอ ว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยคำนี้ออกมาเมื่อไรมากกว่า       “ที่เป็นอย่างนั้น เพราะหลายคนเชื่อว่าคนขอโทษก่อนคือฝ่ายผิด และการขอโทษคือการแสดงถึงความอ่อนแอในใจ จึงต้องง้อขอคืนดีจากอีกฝ่าย ทำให้หลายคนกลัวเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี จึงไม่กล้าพูดคำว่าขอโทษออกมาเป็นคนแรก”       แต่จริงๆแล้ว ผมจะบอกว่าคนที่กล้าพูดคำขอโทษก่อนเป็นคนกล้าหาญและดูดีมากกว่านะครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ก็ตาม แต่การขอโทษก่อนก็แสดงให้เห็นว่าฝ่ายนั้นเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างกันมากกว่าทิฐิที่ตัวเองตั้งขึ้น มากพอที่จะทำให้พูดขอโทษออกมา เพื่อขอโอกาสในการปรับความเข้าใจอีกครั้ง ดังนั้นการขอโทษจึงเป็นไม่ใช่การทำให้ตัวเราด้อยศักดิ์ศรีลงเลยครับ ตรงกันข้าม มันกลับทำให้คนอื่นๆ มองคุณอย่างเคารพและให้เกียรติมากกว่าเดิมต่างหาก แต่ถึงการเอ่ยคำขอโทษจะไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่หากต้องการขอโทษเพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน จำเป็นต้องมีเทคนิคเสริมอีกนิดครับ       “อันดับแรก อย่าลืมเริ่มต้นด้วยการทบทวนเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการทะเลาะกันก่อน โดยดูว่าตัวเองมีส่วนที่ต้องรับผิดตรงไหนบ้าง แล้วแสดงความจริงใจด้วยการขอโทษในเรื่องนั้นไปตรงๆ โดยไม่ต้องไปโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่น แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดอะไรตรงไหน คุณก็ยังสามารถเริ่มขอโทษก่อนได้เช่นกันครับ เพราะถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ผิดอะไร แต่การขอโทษจะทำให้ต่างฝ่ายต่างใจเย็นลงได้ ถ้าคุณเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างกันมากพอ แค่คำขอโทษอย่างจริงใจ มันไม่ยากเลยครับที่จะพูดมันออกมา”       [...]
แรงบันดาลใจอาจไม่ช่วยอะไร ถ้าไม่ใส่ใจลงมือทำ

แรงบันดาลใจอาจไม่ช่วยอะไร ถ้าไม่ใส่ใจลงมือทำ

“แรงบันดาลใจ” เป็นสิ่งที่ใครๆก็อยากมี ใครๆก็อยากได้ ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต แรงบันดาลใจในการเรียนหนังสือ หรือแรงบันดาลใจในการทำงาน เพราะคำว่าแรงบันดาลใจนี่เองที่ทำให้เรามีแรงลุกขึ้นเดินต่อไปยังเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แต่ไม่รู้ทำไมนะครับ ทั้งๆที่หลายๆคนก็ได้รับแรงบันดาลใจมากเท่าๆกัน แต่บางคนกลับสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ในขณะที่บางคนกลับยังคงจมอยู่ที่จุดเดิมไม่ได้ทีท่าทีว่าจะก้าวไปไหน       “อยากรู้มั้ยครับว่ามันเป็นเพราะอะไร งั้นลองย้อนนึกดูนะครับ ว่าตัวคุณเองมัวแต่หาแรงบันดาลใจ มากเกินไปจนขาดการลงมือทำอยู่หรือเปล่า?จ ในสังคมตอนนี้ไม่ว่าใครก็แสวงหาแรงบันดาลใจกันทั้งนั้น และมีข้อความให้กำลังใจเกิดขึ้นมามากมาย ที่ไหนที่ว่าดี คำไหนที่ว่าโดน ก็รีบเข้าไปรับแรงบันดาลใจใหม่ๆมาเรื่อยๆ แต่กลับ “ไม่กล้า” ที่จะเริ่มลงมือทำอะไรซักที และให้เหตุผลที่ยังไม่ลงมือทำด้วยข้ออ้างต่างๆนานา”       มันจะดีกว่ามั้ยครับ ถ้าเราจะเลือกฟังเลือกรับแรงบันดาลใจกันแต่พอดีก็พอ การสร้างแรงบันดาลใจไม่ใช่เรื่องผิดครับ มันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ยิ่งในช่วงที่เรากำลังหมดไฟ คิดอะไรไม่ออก ท้อแท้ ไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อ แรงบันดาลใจคือพลังอย่างดีเลยครับ แต่อะไรที่มันมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะแรงบันดาลใจมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำ เมื่อไม่ลงมือทำ ผลลัพธ์ก็ไม่เกิด สุดท้ายคุณก็ยังคงเป็นคนเดิมไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนและแรงบันดาลก็ไม่ได้ช่วยอะไรคุณทั้งนั้น         “เริ่มลงมือทำได้เลยครับ อะไรที่ใจคุณอยากทำ อะไรที่คุณวางแผนไว้ อยากขายของออนไลน์ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เริ่มได้เลยครับ อย่าปล่อยให้ข้ออ้างและความกลัวที่เกิดจากความคิดคุณเองมาฉุดรั้งตัวคุณไว้อีกเลย [...]
เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยการคิดการหาเรื่องใส่ตัว

เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยการคิดการหาเรื่องใส่ตัว

ก่อนอื่นใด การหาเรื่องใส่ตัวที่ผมบอกนี้ ไม่ใช่ให้ไปท้าตีท้าต่อยกับใครเขานะครับ แต่ผมกำลังหมายถึง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมจากความรู้หรือความสนใจเดิม ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ต่างหาก       “เพราะคนส่วนใหญ่มักปฏิเสธการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆเพราะรู้สึกว่า ไม่มีเวลา ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องที่ชอบ หรือแม้แต่ รู้สึกแก่เกินแกงที่จะเรียนรู้ แต่ผมอยากจะแนะนำซักนิดครับว่า ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองแล้วล่ะก็ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาคือสิ่งที่สำคัญมาก และมันจะสร้างประโยชน์ให้กับคุณอย่างแน่นอน ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไร”         ข้อดีที่เห็นได้ชัดอย่างแรกของการหาเรื่องใหม่ๆใส่ตัว ก็คือ ช่วยให้คุณสามารถสานสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้นครับ เพราะการมีข้อมูลและความรู้ต่างๆพกติดตัว เช่น ข่าวสารบ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ชนิดของไวน์ จะช่วยให้คุณสามารถปรับจูนหัวข้อการสนทนา และพูดคุยกับคนได้หลากหลายมากขึ้น ถ้าคุณยังปิดโอกาสตัวเองและสนใจแต่เรื่องเดิมๆ ก็เท่ากับคุณพลาดโอกาสที่จะสร้างคอนเนคชั่นสำคัญๆ ไปอย่างน่าเสียดาย         “นอกจากนี้ แรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ได้จากการเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะมันจะช่วยต่อยอดความคิดเดิมๆที่กำลังตีบตันให้บรรเจิดขึ้นได้อีกครั้งครับ เช่น การดูสารคดีเรื่องกิ้งก่าที่สามารถเปลี่ยนสีตามสภาพแวดล้อมแล้วเกิดไอเดียสำหรับงานดีไซน์เรื่องสีสำหรับรองเท้ากีฬารุ่นใหม่ ก็อาจเป็นไปได้เหมือนกันจริงมั้ยครับ ทั้งๆที่เรื่องมันดูเหมือนไม่เกี่ยวกันเลยซักนิด แต่กลับทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ผุดขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ การทำตัวเองให้เป็นคนที่เรียนรู้อยู่เสมอจึงมีแต่ประโยชน์อย่างแน่นอน”     [...]
เอาชนะวันซวย ด้วยตัวคุณเอง

เอาชนะวันซวย ด้วยตัวคุณเอง

คนทั่วไปมักเรียกวันที่โชคร้ายอย่างต่อเนื่องว่าเป็น “วันซวย” ของตัวเอง เพราะเป็นวันที่ปัญหาต่างๆ ปะดังปะเดเข้ามาเต็มไปหมดจนรับมือแทบไม่หวาดไม่ไหว       “ดูๆแล้ว “ความซวย” เหมือนเด็กนิสัยไม่ดีเลยนะครับ มันคอยจ้องจะแกล้งเราอยู่เรื่อย ยิ่งเราเริ่มพลาด มันก็ยิ่งสนุกรีบซ้ำเติมเราให้พลาดเพิ่มขึ้น วันซวยจึงเป็นวันที่น่าหงุดหงิดและชวนให้อารมณ์เสียอย่างมากสำหรับคนที่ต้องเจอ แต่คุณรู้ไหมครับว่าจริงๆแล้ว ตัวการที่ทำให้เกิดวันซวยไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย มันคือตัวของเราเองนั่นแหละครับ ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว”       ถ้าลองย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของวันซวย คุณจะพบว่าความซวยที่คุณเจอนั้น มันมีที่มาที่ไปแทบทั้งนั้น เช่น ตื่นสายจนเร่งรีบขับรถเพื่อไปทำงานให้ทัน เมื่อรีบร้อนก็ไม่ระวังเป็นเหตุให้รถชน หรือแม้แต่การที่อารมณ์เสียจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เผลอพูดจาไม่ดีกับลูกค้า จนหัวหน้าเรียกไปตำหนิและตักเตือนในที่สุด       ถึงจะมีบางเหตุการณ์ที่เรื่องมันเริ่มต้นด้วยเหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่ถ้าคุณปล่อยให้ความรู้สึกแย่ๆนั้น ติดอยู่ในหัวทั้งวัน รับรองได้เลยครับว่าวันนั้นจะกลายเป็นอีกวันแย่ๆที่คุณไม่อยากนึกถึงเลยทีเดียว เพราะถ้าใจมัวแต่หงุดหงิดอารมณ์เสีย ก็จะทำนู่นทำนี่แบบใจลอยหรือมัวพะวงเรื่องอื่น ความผิดพลาดย่อมตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน ทีนี้ความซวยจะไม่เกิดขึ้นได้ยังไงล่ะครับ แถมมันจะไม่มาแบบปกติซะด้วย เพราะความซวยที่เราเรียกๆกันนั้น มันชอบมาเป็นลูกโซ่ครับ และสุดท้าย คนที่คุณจะโทษก็คือทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ยกเว้นตัวคุณเองเหมือนเดิม พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ก็จะกลับมาวนลูปนี้อีกครั้ง ไม่จบไม่สิ้นซะที       “แต่ถ้าอยากเปลี่ยน [...]
อย่าปล่อยให้อารมณ์ร้ายๆ มาทำลายความรู้สึกดีๆระหว่างกัน

อย่าปล่อยให้อารมณ์ร้ายๆ มาทำลายความรู้สึกดีๆระหว่างกัน

ในสังคมปัจจุบันนี้ที่ไม่ว่าใครก็อยู่รวมกับเป็นกลุ่มทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะกลุ่มเล็กหรือใหญ่เท่านั้นเอง แม้แต่กับคู่รักก็ยังต้องใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน ไม่มีใครหรอกครับที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตลอดเวลา เพราะแค่คุณออกไปซื้อของจ่ายตลาด คุณก็ต้องคุยกับแม่ค้าแล้ว เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ไม่ปล่อยให้ความหงุดหงิดและอารมณ์ของตัวเองมาอยู่เหนือเหตุผลจนทำลายความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนข้างตัวให้พังทลายไป จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคิดถึงกันให้มากๆครับ เพื่อนและคนข้างตัวดีๆนั้นหายากนะ อย่าปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นหลุดมือไปด้วยตัวของคุณเองเลย       “ทุกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่เข้าหู หรือการกระทำที่ไม่ถูกใจ หลายคนก็จะเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดขึ้นมาทันที บางคนอาจจะแค่ชักสีหน้า แต่บางคนอาจจะแสดงทั้งท่าทางและคำพูดออกมาอย่างไม่ทันได้ยั้งคิด อย่าลืมนะครับว่า คำพูดเปรียบเสมือนตะปูที่ถ้าตอกเข้าไปในใจคนฟัง”     ถึงจะตามมาด้วยคำขอโทษและถอนตะปูนั้นออกไปอย่างระมัดระวังแค่ไหน บาดแผลจากคำพูดที่ฝากไว้ก็ไม่ได้จางหายกันไปง่ายๆ หลายคนจึงผิดใจกันไป เพราะทำพูดและการระทำที่ไม่ได้ยั้งคิดทั้งที่จริงๆแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย         โดยเฉพาะคู่รักหลายคู่ที่ต้องเลิกรากันไปด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งที่ยังรักกันอยู่แต่ปัญหามันอยู่ที่คำพูดและการกระทำครับ เช่น เมื่อฝ่ายหนึ่งผิดนัดมาช้ากว่าเดิมไปมาก อีกฝ่ายก็มักจะโมโหใส่ทันทีโดยที่ลืมคิดไปหรือเปล่าครับว่าฝ่ายที่มาสายอาจจะติดธุระอะไรก่อนที่จะมาที่นี่ก็ได้ ทุกคนต่างก็มีเหตุให้ทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าฝ่ายที่มาสายมีเรื่องเครียดๆส่วนตัวมาอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเป็นการระเบิดอารมณ์ใส่กันเข้าไปใหญ่ เลือกมองในด้านที่ดีสิครับ อย่าเอาใจไปใส่ในโลกแง่ร้าย แล้วความไม่พอใจก็จะค่อยๆจางลงไปเอง         ทุกวันนี้เวลาที่เรามีปัญหา มีเรื่องอยากขอคำปรึกษา ก็เป็นคนข้างตัวเรานี่เองไม่ใช่เหรอครับที่คอยรับฟังคุณ ถ้าปล่อยให้อารมณ์และความเอาแต่ใจผลักไสทุกคนไปซะหมดแบบนี้ เมื่อถึงเวลาต้องอยู่คนเดียวจริงๆ มันคงไม่สนุกแน่นอน เวลาที่เจอเรื่องราวขัดใจ ไม่พอใจ หรือแม้กระทั่งโกรธมากๆ [...]
นิยามของความล้มเหลว

นิยามของความล้มเหลว

ถ้าแบ่งคนในโลกใบนี้ออกเป็นคนที่ล้มเหลวกับคนที่ประสบความสำเร็จ คุณคิดว่า คนแบบไหนมีมากกว่ากันครับ คุณคิดว่าคนที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นคนแบบไหน ต้องเป็นคนที่โชคดีเท่านั้น มันเป็นพรจากฟ้าที่ส่งลงมากับเฉพาะแค่บางคน และคงไม่ใช่เราแน่นอนที่จะโชคดีแบบนั้น หลายคนคิดอย่างงั้นใช่มั้ยครับ       “ไม่ผิดครับที่เราจะคิดแบบนั้น เพราะสังคมในปัจจุบันนี้จะเชิดชูเราก็ต่อเมื่อเป็นคนประสบความสำเร็จที่มีหน้ามีตาเท่านั้น แต่เมื่อเราทำผิดพลาด หรือไปไม่ถึงเป้าหมาย สิ่งที่เราทำจะถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวทันที” มีทั้งสายตาดูถูกและถ้อยคำที่บั่นทอนกำลังใจส่งมามากมาย จนไม่แปลกเลยครับ ถ้าคนที่ได้ชื่อว่าล้มเหลวจะหมดกำลังจนลุกขึ้นมาไม่ได้ง่ายๆ แต่หลายคนเคยคิดมั้ยครับ ว่าใครกันที่นิยามคำว่าล้มเหลว ทำไมเราต้องให้คำๆนั้นมากำหนดชีวิตของเราครับ ทั้งที่ความจริงแล้วชีวิตของเรายังคงมีทางเลือกอื่นๆมากมาย การล้มลงไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องล้มไปตลอดชีวิต เพราะบางทีการล้มมันอาจจะเป็นการสอนให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงมากขึ้นก็ได้       ทางเลือกของคนเรา รวมถึงคนที่ถูกนิยามว่าล้มเหลวจึงไม่ได้มีเพียงแค่ทางเดียวครับ เราสามารถเลือกเดินทางอื่นๆได้อีกมากมายรวมถึงทางที่มีชื่อว่าการเริ่มต้นใหม่ อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวจองจำคุณไว้ด้วยคำว่าไม่มีวันทำได้ต่อไปอีกเลยครับ ในเมื่อมันคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ว่าที่ผ่านมาคุณจะเคยล้มลงมามากแค่ไหนแต่ในวันนี้มันเป็นอดีตไปแล้วครับ และคนที่ประสบความสำเร็จเขาจะเรียนรู้จากอดีตไม่ใช่เอาอดีตมาผูกติดเอาไว้และถ่วงชีวิตให้เดินถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย       “ถ้ารู้สึกว่ายังไม่มีกำลังใจอยู่ดีก็ลองเปลี่ยนนิยายความล้มเหลวดูก็ได้ครับ ลองนิยามมันใหม่ว่าคุณยังพยายามไม่พอ นิยามแบบนี้เพื่อที่คุณจะได้ไม่รู้สึกโทษตัวเองว่าสิ่งที่ทำมันผิดไปซะหมดอย่างที่หลายคนพยายามทำให้คุณเข้าใจ ทั้งๆที่เสียงที่คุณควรจะฟังมากที่สุดไม่ใช่เสียงจากใครอื่นเลยครับ มันคือเสียงจากหัวใจคุณเองต่างหากที่คุณควรจะฟังมากสุด”       เปลี่ยนนิยามการล้มลงของคุณซะใหม่ ลืมคำว่าล้มเหลวซะ มันไม่มีคำนั้นอีกต่อไป ถ้าเป้าหมายของคุณยังไม่เร้าใจพอคุณก็สร้างเป้าหมายใหม่ ถ้าคุณออกนอกลู่นอกทางมากเกินไปก็นำความผิดพลาดในส่วนนั้นมาปรับปรุงแก้ไข ไม่เดินซ้ำในความผิดพลาดแบบเดิมๆอีก ลองดูสิครับ แล้วบางที [...]
ความยากลำบาก ไม่ได้ร้ายอย่างที่ใครคิด

ความยากลำบาก ไม่ได้ร้ายอย่างที่ใครคิด

ไม่มีใครหรอกครับที่อยากให้ชีวิตของตัวเองยุ่งยากและมีอุปสรรคอะไรมากมาย หลายคนจึงได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อให้ชีวิตของตัวเองในแต่ละวันผ่านไปอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะทุกคนต่างก็มองว่าอุปสรรคและความยากลำยากในชีวิตคือมารร้ายที่เป็นต้นเหตุให้ความตั้งใจและพลังใจของคุณหดหายไป       “ไม่ผิดครับ ถ้าคุณจะคิดแบบนั้น แต่ถ้าคุณลองมองในมุมกลับดูซักนิด เช่น คุณเคยคิดไหมว่าจะเป็นยังไง ถ้านักกีฬาโอลิมปิกวิ่งเข้าเส้นชัยที่ 1 ทุกคน มีจำนวนเด็กนักเรียนที่สอบเข้าเรียนต่อได้โดยไม่ต้องอ่านหนังสือมากมาย หรือแม้แต่การเอาชนะใจใครสักคนได้โดยไม่ต้องลงมือลงแรง คุณรู้สึกอะไรมั้ยครับว่ามันกำลังขาดอะไรไป ใช่ครับ สิ่งที่มันขาดหายไปอย่างแน่นอนก็คือ ความภาคภูมิใจ และประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่มีวันหาซื้อได้จากที่ไหนเลยนอกจากคุณจะสร้างมันขึ้นมาเอง”       ทุกๆความสำเร็จต่างก็ต้องใช้ความพยายาม ความล้มเหลวและอุปสรรคเป็นขั้นบันได้กันทั้งนั้นครับ ข้อดีอย่างแรกของอุปสรรคและความยากลำบาก จึงเป็นเหมือนรสชาติที่ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตของคุณก้าวไปได้ไกลและมีความหมายมากขึ้น ไม่ว่าใครต่างก็ยินดีกับความสำเร็จที่ท้าทายมากกว่าความสำเร็จที่ได้มาอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลย จริงมั้ยครับ       นอกจากนี้ ความยากลำบาก ก็ยังมีข้อดีอีกอย่างที่เวลาปกติคุณจะไม่สามารถสังเกตเห็นมันได้เลย มันคือ น้ำใจของเพื่อนแท้ครับ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของคุณ มีอยู่ไม่กี่คนหรอกครับที่เต็มใจจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และอยู่เคียงข้างยามคุณเผชิญปัญหาในชีวิต ความยากลำบากจึงเป็นเหมือนตะแกรงร่อน ที่กรองเฉพาะเพื่อนดีๆที่คุณสามารถคบหาเขาได้ตลอดไป       “ความยากลำบากค่อยๆมอบ ความแข็งแกร่ง ให้กับเรามาตลอดครับ โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากจากการล้มหรือเจ็บปวดแค่ไหน เมื่อคุณต้องกลับมาเจอสถานการณ์นั้นอีกครั้ง คุณจะไม่รู้สึกแย่เหมือนเดิมอีกต่อไป”     [...]
วิ่งให้เป็น แล้วความฝันจะเป็นจริง

วิ่งให้เป็น แล้วความฝันจะเป็นจริง

สิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ล้มเหลวแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หลายคนบอกว่า มันเป็นเพราะฐานะ จังหวะชีวิตหรือโชคชะตา แต่บางทีสิ่งที่ต่างกันจริงๆมันอาจจะเป็นความคิดและวิธีการก็ได้นะครับที่ทำให้คนสองกลุ่มนี้เดินในทิศทางที่ต่างกันและมีชีวิตที่แตกต่างกันขนาดนี้     “ตั้งแต่เริ่มสตาร์ท คนที่จะประสบความสำเร็จเขาตัวรู้ตั้งแต่แรกแล้วครับว่าอะไรคือเป้าหมาย และอะไรคือเส้นชัยในชีวิตเขา ถึงจะมีเส้นทางอื่นๆมาทำให้เขาไขว้เขวยังไง เขาก็ไม่หลงออกนอกเส้นทางไปมากจนเสียเวลาในชีวิตไป ถึงจะมีช่วงเวลาแห่งการลองผิดลองถูกไปบ้างแต่ทุกอย่างนั้นก็ล้วนเป็นประสบการณ์ที่จะปูทางไปสู่ความสำเร็จทั้งนั้น แต่แน่นอนครับว่าไม่มีเส้นทางในในโลกที่จะปูด้วยกลีบกุหลายเสมอไป”     คนสำเร็จไม่ใช่ว่าไม่เคยเจออุปสรรค หรือความล้มเหลวใดๆ ตรงกันข้ามครับ พวกเขาเจอมันมาเยอะมาก แต่วิธีการของคนสำเร็จ คือเขาไม่เคยกล่าวโทษความล้มเหลวที่เกิดขึ้น แต่เขาขอบคุณทุกๆประสบการณ์ความล้มเหลวทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะพวกเขารู้ว่า มันคือวัตถุดิบชั้นดีที่จะทำให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายได้เร็วมากขึ้น       วิธีคิดแบบนี้แหละครับที่เป็นสิ่งสร้างความแตกต่างให้กับคนที่จะประสบความสำเร็จ เขาไม่เคยอยู่เฉยๆและปล่อยให้ความสบายฉุดรั้งเขาไว้ไม่ให้ไปต่อ พวกเขาจะคิดเสมอว่ายังไงก็ต้องก้าวไปข้างหน้า อาจจะมีวิ่งบ้าง เดินบ้างตามช่วงจังหวะของชีวิต แต่จะต้องไม่หยุดวิ่งเด็ดขาด เพราะการหยุดนิ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการถอยหลังครับ และเป็นการถอยหลังที่คุณอาจจะหมดไฟที่จะขยับไปเลยก็ได้       แม้ว่าบนเส้นทางสู่เส้นชัย อาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดบ้าง แต่ก็อย่างที่บอกครับ คนที่จะประสบความสำเร็จเขาจะไม่หยุดก้าว ไม่ว่าก้าวนั้นจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน และเขาจะพยายามทบทวนความผิดพลาดในระหว่างการก้าวของตัวเองเสมอ เพื่อค้นหาเส้นทางใหม่ๆ หรือเทคนิคใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เขาเข้าใกล้ความสำเร็จได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะที่คนล้มเหลวมักจะเลือกความสุขเล็กน้อยจากการนั่งพัก หรือ การชมทิวทัศน์รอบข้างอย่างไร้จุดหมายไปวันๆ มากกว่า       [...]
ชนะอะไรก็ไม่เท่าชนะใจตัวเอง

ชนะอะไรก็ไม่เท่าชนะใจตัวเอง

เคยได้ยินวลีที่ว่า “ต้องชนะใจตัวเองให้ได้” มั้ยครับ ผมว่าคำพูดนี้เป็นคำที่ดังมากๆ ใครๆก็คงเคยได้ยินกันทั้งนั้น แต่จะมีซักกี่คนกันนะที่สามารถทำตามคำพูดนี้ได้ อย่าลืมนะครับว่าใจของเราเอง มันมีอิทธิพลกับเรามากขนาดไหน ยิ่งถ้าต้องฝืนไม่ทำในสิ่งที่เราเคยชินเป็นนิสัยไปแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่     ยกตัวอย่างง่ายๆครับ เช่น ถ้าคุณเป็นคนตื่นสาย คุณมีความสุขที่จะใช้เวลาเพลิดเพลินไปกับการนอน และเกมคอมพิวเตอร์ จะเริ่มทำงานจริงจังก็ต่อเมื่อถึงกำหนดส่งสุดๆแล้วเท่านั้น การที่วันหนึ่งคุณจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้ตื่นเช้าขึ้นมาขยันทำงาน มีความกระตือรือร้นและไม่เฉยชาอีกต่อไปก็คงเป็นเรื่องยาก อันดับแรกเพราะคุณไม่ชินกับมัน และอันดับที่สองคือคุณไม่อาจต้านทานเสียงในใจที่ร่ำร้องอย่างทำสิ่งที่ตัวเองชอบได้ นี่แหละครับที่เรียกว่าคุณไม่สามารถชนะใจตัวเองได้     “การอยากจะชนะใจตัวเองที่ใครๆก็ว่าไม่ง่ายนั้น จริงๆก็พอมีวิธีอยู่ครับ เพียงแต่ว่าคุณจะตั้งใจและใส่ใจกับมันมากแค่ไหน และแน่นอนครับ ความตั้งใจความมุ่งมั่นไม่ได้ร่วงลงมาจากฟ้ามอบให้คุณถึงที่ คุณต้องสร้างมันขึ้นมาจากแรงบันดาลใจของคุณเอง เช่น คุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องซื้อรถซักคันให้ได้ ก็เท่ากับว่าคุณมีจุดมุ่งหมายที่จะทุ่มเทความพยายามของคุณเพื่อมันแล้ว” ถัดจากนั้นก็ต้องมาวัดกันแล้วล่ะครับว่าจุดมุ่งหมายและอนาคตที่คุณวาดหวังไว้มันจะมีอิทธิพลสู้กับเสียงเรียกในใจที่สุดแสนจะเอาแต่ใจได้แค่ไหน ซึ่งถ้าเป้าหมายคุณมันเร้าใจและท้าทายมากพอ ผมว่าก็มีสิทธิชนะสูงนะครับ เพราะเป้าหมายที่เร้าใจไม่ว่าใครก็อยากไปให้ถึง ยิ่งถ้าเป็นความปรารถนาสูงสุดของคุณด้วยแล้วยิ่งมีกำลังใจจะลุกขึ้นมาทำอะไรต่อมิอะไรเข้าไปใหญ่     “ที่สำคัญไม่แพ้กันนอกจากการหาเป้าหมายดีๆเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ก็คือ การไม่ยอมแพ้ครับ เพราะเส้นทางไปสู่เป้าหมายหรือแม้กระทั่งเส้นทางการทำงานซักชิ้นให้เสร็จนั้น ย่อมต้องมีอุปสรรคเข้ามาเป็นธรรมดา ถ้าคุณยอมแพ้ง่ายๆ สุดท้ายคุณก็จะกลับไปเป็นคนเฉยช้าที่เอาแต่แช่แข็งศักยภาพของตัวเองเอาไว้อีกครั้งภายใต้ข้ออ้างต่างๆนานา ว่าฉันทำไม่ได้ มันไม่มีอารมณ์ ไว้งานหน้าทำแน่ พักอีกหน่อยก็คงไม่เป็นไร และอื่นๆอีกมากมายที่หลายคนคิดขึ้นมาอ้างกับตัวเอง”     ซึ่งการปล่อยให้ข้ออ้างเหล่านั้นมาเอาชนะใจคุณได้นั้น [...]
Could not authenticate you.