แรงบันดาลใจ

 

แค่เปลี่ยนคำพูดซักนิด ก็เปลี่ยนผลลัพธ์ในชีวิตได้ทันที

แค่เปลี่ยนคำพูดซักนิด ก็เปลี่ยนผลลัพธ์ในชีวิตได้ทันที

ถ้าจะเอ่ยถึงเรื่อง “คำพูด” หรือ “การพูด” มันคือกิจกรรมที่เราทุกคนทำกันอยู่ทุกวัน ไม่มีใครหรอกครับที่วันๆหนึ่งจะไม่พูดจากับใครเลย เพราะอย่างน้อยก็มีอยู่สิ่งหนึ่งครับ ที่เราคุยกับมันอยู่ทุกวันและแทบจะตลอดทั้งวันด้วย นั่นก็คือ ตัวของเราเอง     “เคยสังเกตมั้ยครับ ว่าเรามักจะคุยกับตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวหรือเหตุการณ์อะไรขึ้นในชีวิต เช่น ถ้าเจอเรื่องที่ดีเราก็จะบอกกับตัวเราเองว่าเรารู้สึกดีใจมากแค่ไหน หรือถ้าเจอกับเรื่องเลวร้าย เราก็จะบ่นและต่อว่ากับตัวเองในใจ และนึกโทษทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ ใจของคุณจึงเป็นที่รองรับทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเรื่องดีๆหรือขยะร้ายๆที่ตัวเราเองโยนมันเข้ามาสะสมในใจมากขึ้นๆอย่างไม่รู้ตัว”     แล้วทำไมล่ะครับ ทำไมเราต้องใช้ใจของตัวเอง ความคิดของตัวเองเป็นที่เก็บรวบรวมแต่เรื่องราวร้ายๆ ประสบการณ์ร้ายๆที่ดีแต่จะตอกย้ำความรู้สึกเราให้มันย่ำแย่ไปมากกว่าเดิม ลองเปลี่ยนคำพูดดูสิครับ ลองพูดกับตัวเองด้วยถ้อยคำที่ดีๆ ลองพูดให้กำลังใจตัวเองบ้าง ตัวของคุณเองถ้าคุณไม่รักแล้วจะให้ใครมารักล่ะครับ จริงมั้ย     พอเริ่มต้นพูดดีๆกับตัวเองได้แล้ว ต่อมาก็ลองเริ่มต้นพูดดีๆกับคนอื่นบ้าง พูดดีกับคนรอบข้างไม่ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะไม่มีเหตุการณ์อะไรจะแก้ไขได้ด้วยอารมณ์และคำพูดด่าทอไม่น่าฟังหรอกครับ ไม่ว่าใครก็ต้องการรับฟังคำพูดรื่นหูกันทั้งนั้น และถ้าเราสามารถควบคุมตัวเองเรื่องคำพูดได้ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณก็จะแก้ไขได้ง่ายดายมากขึ้นอย่างแน่นอน     “ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หลายคนคงเคยเห็นใช่มั้ยครับ ว่าทำไมคนบางคนแค่พูดไม่กี่คำก็สามารถคุมคนได้มากมาย ทั้งปลุกใจและเป็นผู้นำคนได้อย่างดีในขณะที่บางคนไม่ว่าจะพยายามพูดเท่าไหร่กลับไม่มีใครฟังและไม่มีใครเชื่อ คุณคิดว่าสองคนนี้ใครที่จะประสบความสำเร็จมากกว่ากันครับ คำตอบของทุกคนก็คงต้องเป็นคนแรกใช่มั้ย?”     ถูกต้องครับ คนแรกย่อมมีโอกาสมากกว่า เพราะเขารู้จักการใช้คำพูด [...]
ใครว่าเวลานั้นหายาก?

ใครว่าเวลานั้นหายาก?

คำว่า “ไม่มีเวลา” คำนี้เหมือนจะกลายเป็นประโยคยอดฮิตไปแล้วในสังคมปัจจุบัน และยังเป็นเหมือนข้ออ้างของใครหลายคนอีกด้วยเวลาที่ไม่อยากทำงานอะไรก็ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งๆที่คนเราทุกคนต่างก็มีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง แต่ทำไมบางคนกลับใช้เวลาทั้ง 24 โมงนั้นทำอะไรได้มากมาย ในขณะที่กลุ่มคนที่ชอบพูดคำว่า ไม่มีเวลา นั่นแหละครับ ที่บางทีแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย     คำตอบก็ไม่ยากครับ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจของคุณเอง หลายคนสูญเสียเวลามีค่าไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย แต่ก็ยังคงไม่รู้ตัวเช่นการเล่นโซเชี่ยลหนักตลอดทั้งวัน แทบทุกนาทีที่ว่างจนกระทั่งหลับไป หรืออีกหลายคนที่เลือกจะใช้เวลาว่างไปกับการนอนทั้งวัน ทั้งหมดนี้คือการผลาญเวลาของเราไปอย่างไม่รู้ตัว ใช่ครับ     “หลายคนอาจจะบอกว่ามันก็แค่นอนเพิ่มไม่กี่นาทีหรือแค่เล่นโซเชี่ยลแป๊บเดียวเท่านั้น แต่คุณได้ลองนำมันมานับ มาบวกกันดูมั้ยครับ ว่าวันๆนึงคุณสูญเสียเวลาให้มันไปมากเท่าไหร่”   ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ มีข้อดีก็ต้องมีข้อจำกัด อย่างเช่นโซเชี่ยวต่างๆที่คุณใช้ ถ้าคุณใช้มันเล่นเฉยๆ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังผลาญเวลาไปโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร แต่ถ้าคุณใช้มันเพื่อศึกษาหาความรู้ เพื่อติดต่อธุรกิจ หรือเพื่อขายของ นอกจากจะไม่ได้เป็นการผลาญเวลาของคุณไปอย่างเสียเปล่าแล้ว ตรงกันข้ามมันอาจจะสร้างเงินทองหรือชื่อเสียงให้กับคุณได้อีกด้วย     “คนที่เขาดูมีเวลาเหลือเฟือ คนที่ไม่เคยพูดว่าไม่มีเวลา เขาทำกันอย่างนั้นครับ ไม่ใช่ว่าคนพวกนั้นพักผ่อนไม่เป็นนะ พวกเขาก็ดูหนังฟังเพลง เดินห้าง ไปเที่ยวเหมือนกัน เพียงแต่คนเหล่านั้นรู้จักคำว่า การบริหารเวลาครับ”     ซึ่งก็เริ่มต้นง่ายๆจากการมีวินัยกับตัวเอง [...]
ต้องทำอย่างไรจึงจะหายเศร้าซึม

ต้องทำอย่างไรจึงจะหายเศร้าซึม

ขึ้นชื่อว่า “ความเศร้า” มันมีสาเหตุมากมายครับ ที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่และเศร้าซึม ไม่ว่าจะเป็น ความเครียดจากการทำงาน ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับคนรอบตัว หรือชีวิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้     “ความเศร้าอยู่กับเราทุกคน และมันจะออกอาการเมื่อเรารู้สึกอ่อนแอ” ถ้าคุณเริ่มหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยต่างๆ บ่อยขึ้น ไม่อยากอาหาร ทั้งที่แต่ก่อนออกตะลอนกินนู่นนี่ อัพรูปลงเฟสบ่อยๆ เริ่มนอนไม่หลับเพราะมีเรื่องให้คิดกังวลทุกคืน และเริ่มดูถูกและโทษตัวเองมากกว่าเดิม คุณกำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้าแล้วครับ       “การพยายามแยกตัวเองมาอยู่คนเดียวเป็นเรื่องปกติของคนที่รู้สึกเศร้า แต่ว่าคุณรู้ไหมครับว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงเลยล่ะ เพราะเมื่อเราเริ่มปลีกตัวออกจากเพื่อนฝูงและคนใกล้ตัวแล้ว คุณจะเริ่มจมอยู่กับความรู้สึกด้านลบของตัวเองล้วนๆ แล้วจะเอาความรู้สึกด้านบวกที่จะมาดึงคุณให้พ้นจากการตกเหวจากที่ไหนได้ล่ะ”       การเอาชนะความเศร้า จึงต้องเริ่มด้วยการพูดคุยกับคนใกล้ตัว เอาที่สนิทมากๆก่อนนะครับ ถ้าคุณคิดอยากระบายออกบ้าง จงทำเลย แต่ออกตัวให้พวกเขารู้ก่อนเลยนะครับ ว่าตอนนี้คุณรู้สึกแย่กว่าปกติแล้ว และต้องการแค่ใครสักคนที่รับฟังคุณเท่านั้น เพราะหลายครั้งคนรอบข้างมักจะปรารถนาดี จนช่วยหาทางแก้ไขให้คุณสารพัด แต่เชื่อเถอะครับว่าในเวลานี้คุณไม่ได้ต้องการทางออกเหล่านั้นสักเท่าไรหรอก คุณต้องการแค่คนที่อดทนฟัง ห่วงใย และใส่ใจเท่านั้นเอง จำไว้นะครับว่า ความซึมเศร้านี่มันจะทำทุกทางเพื่อลวงว่าคุณโดดเดี่ยว ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย     “ถ้าพบว่าทุกอย่างสาหัสจนเกินเยียวยาแล้ว อย่าอายที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเลยครับ เพราะในหลายๆ กรณี [...]
ตรงไปก็ไม่ถูกใจ อ้อมไปก็ไม่ชัดเจน

ตรงไปก็ไม่ถูกใจ อ้อมไปก็ไม่ชัดเจน

หากว่ากันถึงเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นแล้ว การพูดจาเป็นวิธีหนึ่งที่มนุษย์เราใช้สื่อสารความคิดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ถึงอย่างนั้น คนส่วนใหญ่มักพบปัญหาที่ทำให้ความสัมพันธ์นั้นไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น นั่นคือ “พูดตรงจนกระแทกใจ” หรือ “พูดอ้อมไปจนรำคาญ”     นั่นเป็นเพราะ บ่อยครั้งที่คนพูดและคนฟังนั้นคิดคนละแบบคนละมุมกัน ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิครับ ว่าหลายๆคนที่พูดจาโผงผาง มักคิดว่าว่าตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เฟค ไม่เสแสร้ง แต่เอาเข้าจริงๆ คนอื่นไม่ค่อยเห็นด้วย กลับมองว่าเป็นคนหยาบคาย ก้าวร้าว และไร้มารยาทมากกว่า ตัวอย่างเช่น เมื่อคู่สนทนาขอความเห็นเรื่องชุดที่เขาใส่มา คนพูดตรงอาจตอบกลับตามที่คิดว่า “ผมว่าชุดที่คุณใส่วันนี้ แบบของมันดูตลกมากเลยครับ” จนอาจทำให้คู่สนทนาเกิดความไม่พอใจได้     “ในสถานการณ์เดียวกัน สำหรับคนที่มักบอกว่าตัวเองพูดอ้อมๆ เพราะเป็นคนสุภาพและขี้เกรงใจ ก็อาจถูกมองว่าเป็นคนที่โลกสวย ไม่มีความชัดเจน ชอบอวย เช่น “ชุดคุณก็ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ดูดีไปอีกแบบเลย มันแล้วแต่คนชอบ จริงไหมครับ” จนทำให้คู่สนทนาไม่ได้คำตอบ หรือไม่ไว้วางใจในคำพูดได้”     จากทั้งหมดนี้ หากถามว่าแล้วใครมองถูกมองผิดล่ะ คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องยากมากครับที่จะชี้ชัดขนาดนั้น เพราะคำตอบอยู่ที่เจตนาและความคิดของคนพูดล้วนๆ แต่สิ่งที่ผมสามารถบอกได้ คือ เคล็ดลับ การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างนั้น ต้องผสมผสานการพูดทั้งสองแบบเข้าด้วยกันครับ   [...]
เริ่มต้นด้วย “ให้” แล้วลงท้ายเราจะได้ “รับ”

เริ่มต้นด้วย “ให้” แล้วลงท้ายเราจะได้ “รับ”

ถ้าจะบอกว่า มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับ “การรับ” เอาสิ่งต่างๆมาไว้กับตัวเอง ก็คงไม่ผิด เพราะตั้งแต่เกิด เราก็รับเอาสิ่งต่างๆและแปะฉลากให้กับทุกสิ่งที่เข้าเกี่ยวข้องว่าเป็น ตัวเรา เป็นของเรา กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ของเรา บ้านของเรา แม้แต่ชีวิตของเราเอง     ดังนั้น “การให้” ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับ ”การรับ” จึงเป็นเรื่องที่ยาก และฝืนธรรมชาติของคนอยู่พอสมควร หลายคนทำใจไม่ได้ที่จะต้องยกอะไรที่เป็นของตัวเองให้คนอื่น เพราะเกิดความรู้สึกเสียดาย และหลายคนก็รู้สึกว่า ตัวเองยังมีไม่พอแล้วจะเอาอะไรไปให้คนอื่นได้ ความคิดที่ว่า “ฉันยังไม่พร้อม” จึงมักปรากฏขึ้นในหัวของคนเราเสมอ และทำให้ “การให้” เป็นสิ่งที่ต้องรอคอยกันต่อไป     ทั้งที่ความจริงแล้ว “การให้” ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ยากขนาดนั้นครับ เราสามารถเริ่ม “ให้” ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีข้าวของ เงินทองมีค่าอะไร เพราะ การให้ มันมีความหมายลึกซึ้งไปกว่านั้น     เช่น การให้ความรู้ การถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตดีๆให้คนอื่นได้เรียนรู้ จะได้ไม่ต้องพลาดพลั้งตามที่เราเคยเจอมา แค่นี้เองครับ แค่นี้ก็เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว แต่หลายคนกลับกลัวว่า ถ้าทำแบบนั้นจะเป็นการตัดโอกาสของตัวเอง จะกลายเป็นการเพิ่มคู่แข่ง [...]
ยังไม่พร้อม ก็เริ่มต้นได้

ยังไม่พร้อม ก็เริ่มต้นได้

คำว่า “ยังไม่พร้อมนะ” “เดี๋ยวก่อน” และอื่นๆอีกมากมายเป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยๆใช่มั้ยครับในชีวิตประจำ และเพราะคำพูดพวกนี้เองที่ทำให้คนหลายคนยังคงอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับก้าวหน้าไปไหน และได้แต่ปล่อยให้ความฝันของตัวเองหลุดลอยไป     “ถูกต้องครับ ว่าชีวิตของคนเราในทุกวันนี้เต็มไปด้วยเงื่อนไขอะไรต่างๆมากมาย การจะเริ่มต้นทำสิ่งที่อยากทำจึงต้องมีเรื่องให้คิดเต็มไปหมด เช่น อยากจะลงทุนทำธุรกิจค้าขาย ก็ติดปัญหาว่ากลัวขาดทุน มีภาระมาก ต้องส่งบ้าน ส่งรถและอีกมากมายจนท้ายที่สุด ความฝันก็ต้องถูกพับเก็บไป และถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆแล้วอะไรละครับคือความหมายของชีวิตคุณ ทำงานเป็นเครื่องจักรเพื่อแลกกับเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ละทิ้งชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากจะได้ แบบนั้นมันจะมีความสุขจริงๆหรือไม่ มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้นล่ะครับที่ตอบได้”     แต่ถ้าคำตอบของคุณคือไม่มีความสุข นี่ไม่ใช่ชีวิตอย่างที่เราต้องการ อันดับแรกทีคุณต้องเริ่มต้นก็คือ การตัดสินใจ ครับ ตัดสินใจละทิ้งข้ออ้างต่างๆนา รวมทั้งคำว่าไม่พร้อมด้วย เพราะไม่มีใครในโลกนี้หรอกครับ ที่จะพร้อมทุกสิ่งก่อนจะเริ่มทำอะไรขึ้นมา ทุกคนล้วนต้องมีสิ่งที่ติดขัด หรืออุปสรรคมากมายกันทั้งนั้น     ถ้าจะถามว่า “ก็มันไม่พร้อมจะให้เริ่มยังไง” ก็เริ่มในสิ่งที่ทำได้ไปก่อนไงครับ วางเป้าหมายในสิ่งที่ต้องการแล้วค่อยๆทำไปทีละนิด เอาที่พอจะทำได้ไปก่อน เช่น   “ถ้าคุณอยากจะขายของออนไลน์ ก็อย่างเพิ่งลาออกจากงานทันที แต่ค่อยๆทำไปก่อนควบคู่กับงานประจำของคุณ ทำจนกระทั่งรายได้จากงานนี้แซงรายได้จากงานประจำของคุณมากเป็นหลายๆเท่าตัวเมื่อไหร่ คุณค่อยออกมาทำสิ่งที่คุณต้องการอย่างเต็มตัว แต่ถ้ามันล้มเหลว คุณก็ยังมีงานเดิมที่คุณทำอยู่”     [...]
โลก Social สดใส เมื่อใจมีสติ

โลก Social สดใส เมื่อใจมีสติ

ทุกวันนี้ โลก Social เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของเราแล้ว เรารับข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น สื่อยอดนิยมอย่างเฟสบุ้ค เว็บไซต์ต่างๆ ยูทู้บ หรือแม้แต่ ไลน์ และหลายคนก็ใช้มากกว่าหนึ่งโปรแกรม ทำให้ในแต่ละวัน เราต้องรับข้อมูลมากมายไม่หวาดไม่ไหว     “แต่เคยไหมครับ ที่ได้อ่านข่าว หรือ ข้อความที่ฟีดเข้ามา แล้วทำให้เรามีอารมณ์ร่วมทางลบมากๆ แล้ว ความหงุดหงิด ความไม่พอใจพรั่งพรูออกมา จนต้องแสดงความคิดเห็นโต้ตอบเสียหน่อย”   หากอินมากขึ้นอีกนิด ก็ร่วมวงประณามด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือกระทั่งโมโห จนต้องแชร์ประจานให้รู้ฤทธิ์กันบ้าง แล้วท้ายที่สุด ก็ได้อารมณ์ที่ขุ่นมัวกลับมา หรือหากโชคร้ายกว่านั้นอาจได้คดีความผิดตาม พรบ. คอมพิวเตอร์เป็นของแถมด้วย ถึงตรงนี้ ผมขอตั้งคำถามง่ายๆ สักข้อหนึ่งว่า เริ่มแรกที่เราเปิดโลกโซเชียลในทุกวันนั้น เจตนาเราคืออะไรกันแน่ เราต้องการรับความสุขหรือความทุกข์จากมันกันแน่ครับ?     ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการความสุขทั้งนั้น ผมจึงมีปฏิบัติการเพื่อทวงคืนความสุขจากโลกโซเชี่ยลให้ตัวเราเอง ด้วยวิธีการง่ายๆเลยครับ คือ     ขั้นแรก “ตั้งสติ” ให้มั่น ว่าเรากำลังจะพักผ่อนจากโลกจริง และแสวงหาเฉพาะความสุขจากโลกเสมือนใบนี้เท่านั้น     ขั้นต่อมา [...]
มองปัญหาให้ไม่มีปัญหา

มองปัญหาให้ไม่มีปัญหา

ขึ้นชื่อว่า “ปัญหา” ไม่มีใครหรอกครับที่อยากเผชิญหน้ากับมัน ทั้งที่ก็รู้ดีแก่ใจว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่พอต้องเผชิญกับปัญหาเข้ามาจริงๆ ก็มักจะเลือกวิธี “หนีปัญหา” และโทษทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวอยู่เสมอ “มันเกิดจากคนอื่น เราไม่ผิดซักนิด”  หลายคนมักจะเลือกคิดแบบนี้เพื่อปัดความรับผิดชอบออกจากตัวเอง     “คนส่วนใหญ่จึงมักจะมองปัญหาใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ แถมความคิดกังวลของเราก็ทำหน้าที่เหมือนดินสอที่คอยวาดต่อเติมให้ปัญหาเหล่านั้น กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวมากกว่าเดิม จนเราหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับมัน ปล่อยให้ตัวเองถูกกลืนกินไปตามบุญตามกรรมซะอย่างงั้น ทำไมล่ะครับ ทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ลองเปลี่ยนเพื่อเลือกตอนจบของปัญหาด้วยมือของตัวเอง”     ลองไม่เลือกหนทาง “หนีปัญหา” ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหน เพราะถ้าเราเลือกแบบนั้น นานวันเข้า เราก็จะฝึกฝีมือในการวิ่งหนีปัญหาอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้น เราจะไม่เคยได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยกตัวอย่างง่ายๆ ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าปัญหาเป็นเหมือนไฟที่กำลังไหม้บ้าน แล้วเรามัวแต่โทษว่าคนอื่นเป็นคนจุดไฟ  หวาดกลัวจนขาดสติ หรือมองว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตัวเองที่จะต้องมาดับไฟกองนี้ ท้ายที่สุดแล้วไฟก็ย่อมเผาไหม้ทุกอย่างจนไม่เหลืออะไรแน่นอน     มันยังไม่สายเกินไปครับ ที่เราจะเลือกหนทางเผชิญหน้ากับปัญหา มองมันให้สนุกซะใหม่ว่าเรากำลังเล่นเกมส์อะไรซักอย่างอยู่ และคุณกำลังต้องการเคลียร์เกมๆนี้ให้ได้ อันดับแรก เริ่มต้นที่กระบวนการคิดของตัวเองนะครับ หัดควบคุมอารมณ์ให้อยู่ และที่สำคัญอย่าปิดทางออกของตัวเองด้วยคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ไปซะก่อน จากนั้นลองพิจารณา ว่าปัญหาที่เราเจอ มันใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ค่อยๆมองค่อยๆแก้มันไปทีละจุด ค่อยๆจัดลำดับความสำคัญแล้วค่อยๆแก้เหมือนปมเชือกที่ผูกกันไว้ ไม่มีสิ่งไหนในโลกหรอกครับที่ทำด้วยความร้อนใจแล้วมันจะสำเร็จ [...]
หัดมองโลกใบเก่าด้วยใจดวงใหม่

หัดมองโลกใบเก่าด้วยใจดวงใหม่

หลายๆ คน อาจสงสัยว่า  ว่าทำไมคนเราถึงมีความสุขและความสำเร็จไม่เท่ากัน  บางคนดูเหมือนจะค้นหามันได้ง่าย ในขณะที่อีกหลายคนบอกว่าอย่าเพิ่งพูดถึงมันเลย เพราะทุกวันนี้แค่ปัญหาเดิมๆ ยังต้องแก้วนไปวนมาอยู่แทบทุกวันเลย ผมจะบอกว่า จริงๆ แล้ว ความแตกต่างของคนทั้งสองแบบนี้ อยู่ที่ “การมองโลก” ครับ     “การมองโลก” ที่บอกนี้ ไม่ได้อยู่ที่ ”ดี-ร้าย”  หรือ “บวก-ลบ” แต่หมายถึง การมองโลกมุมมองอื่นที่แตกต่างออกไป  เพราะว่าการมองโลกในมุมเดิมแบบที่เราเคยเห็นนั้น ทำให้เราเลือกทำตามความเคยชินและอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ด้วย คิดแบบเดิมๆ และทำสิ่งเดิมๆ แบบที่เราเป็นมาทั้งชีวิต จนทำให้พลาดโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีขึ้น     เรามักหยิบคำแก้ตัวว่า “ทำไงได้ ก็ฉันเป็นคนแบบนี้” “ทำแบบเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว” “ฉันไม่สามารถทำมันได้หรอก เพราะมันไม่ใช่ตัวฉัน” มาใช้อยู่เสมอ เมื่อมีอุปสรรค หรือ มีความทุกข์ใจเกิดขึ้น จนทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหา หรือ พัฒนาตนเอง แต่ลองถามตัวเองดูอีกสักครั้งนะครับ ว่า “แล้วเราอยากทำสิ่งต่างๆ ให้ดีมากขึ้นไหม?”      ถ้าคำตอบคือ “อยาก” ก็ต้องเริ่มมองโลกในมุมใหม่และทำสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากที่เคยทำเลยครับ [...]
เริ่มฟังใจเขา แล้วเราจะเข้าใจกัน

เริ่มฟังใจเขา แล้วเราจะเข้าใจกัน

“ไม่เข้าใจเลย ทำไมต้องทะเลาะกันด้วย ทั้งๆที่ก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นเลย”   คุ้นๆกับประโยคนี้กันมั้ยครับ กี่ครั้งแล้วที่เราต้องพูดตัดพ้อกับตัวเองอย่างนี้ หลังการกระทบกระทั่งกับคนใกล้ตัว ทั้งที่สาเหตุมันก็เกิดจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นความบาดหมางและความรู้สึกผิดต่อกันทุกที     ใช่ครับ การกระทบกระทั่งกันมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ยิ่งถ้ามีคนมากกว่าสองคนขึ้นไป ก็ยิ่งมีโอกาสของความไม่เข้าใจกันมากขึ้น ตามจำนวนคนที่เราต้องเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเลี่ยงการอยู่กับคนหมู่มากทุกครั้งไป เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราควรจะหลีกเลี่ยงคือต้นตอของการทะเลาะกันมากกว่า     “หลายคนอาจแย้งว่า คนทะเลาะกันมีสาเหตุมากมาย จะไปรู้ได้ยังไง ทั้งเรื่องทัศนคติที่ไม่ตรงกัน การเอาแต่ใจตัวเอง หรืออารมณ์เครียดจนเกิดปัญหา ทุกอย่างล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทะเลาะกันได้ทั้งนั้น จะตามไปแก้ทุกสิ่งที่เกิด คงเป็นไปได้ยาก แถมบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ แล้วจะให้เลี่ยงการทะเลาะกันได้ยังไง”     ก็จริงครับ ว่าเหตุผลหลายอย่างมันควบคุมมันไม่ได้ แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถควบคุมมันได้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ “ตัวเอง” ครับ ดังนั้น ผมจึงอยากแนะนำวิธีง่ายๆ ที่เราเริ่มได้ด้วยตัวเอง นั่นคือ หากเราต้องทะเลาะกันจากความไม่เข้าใจกัน ก็ต้อง “พยายามหาความเข้าใจให้เจอ”ครับ อาจฟังดูกำปั้นทุบดินไปบ้าง แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะความเข้าใจไม่ใช่สิ่งที่วิ่งเข้ามาหาเราได้เองทุกครั้ง แต่เป็นเราต่างหากที่มีหน้าที่ต้องค้นหามัน     เคล็ดลับในการค้นหาความเข้าใจก็ไม่ยากครับแค่ [...]
Could not authenticate you.